วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า


บทที่ 3

วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า


             การสำรวจความต้องการศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์  การสำรวจครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

                                      1.  กลุ่มเป้าหมาย

                            2.  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

                            3.  การเก็บรวบรวมข้อมูล

    4.  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

 

กลุ่มเป้าหมาย         
             กลุ่มเป้าหมาย ที่ใช้ในการสำรวจครั้งนี้ คือ  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เป็นนักเรียนชาย
50 คน นักเรียนหญิง 50 คน   รวม   100  คน


เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 
         
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการสำรวจครั้งนี้เป็นแบบสำรวจ
แบ่งออกเป็น 2  ตอน

       ตอนที่ 1  เป็นแบบสำรวจเกี่ยวกับ สถานภาพของผู้ตอบแบบสำรวจ จำแนกเป็น เพศ  
         
ตอนที่ 2  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับ 
1) การศึกษาต่อสายสามัญ แผนการเรียน วิทย์ คณิต, อังกฤษ จีน, ไทย สังคม และ อื่นๆ 2) การศึกษาต่อสายอาชีพ สาขา บัญชี, การตลาด, การท่องเที่ยว การโรงแรม, ช่างกล (ช่างไฟฟ้า, ช่างยนต์, ฯลฯ) และ อื่นๆ    เป็นแบบสำรวจ ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ เพื่อสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย 


 


ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ

                เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบสำรวจ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
            1. ศึกษาทฤษฏี  เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลมาเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบโครงสร้างของแบบสำรวจ          
            2. นำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหากำหนดกรอบแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ทำการศึกษา          
            3. นำแบบสำรวจที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยครูที่ปรึกษาแล้ว ไปเก็บข้อมูลกับ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นนักเรียนชาย 50 คน นักเรียนหญิง 50 คน 
การเก็บรวบรวมข้อมูล                                    
            การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการครั้งนี้ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนดังนี้
            1.  นำแบบสำรวจไปขออนุญาตครูที่ปรึกษาโครงการ เพื่อแจกแบบสำรวจให้แก่นักเรียนโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล                                
            2. ผู้ศึกษาได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแจกแบบสำรวจด้วยตนเอง จำนวน 100 ฉบับได้กลับคืนมา จำนวน 100  ฉบับ  คิดเป็นร้อยละ  100       
สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล      
            ข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยนำมาวิเคราะห์ดังนี้                                 
            1. ข้อมูลที่ได้รับจากตอนที่ 1 เกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกเป็น เพศ  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ 
            2.  ข้อมูลที่ได้จากตอนที่ 2  ความต้องการศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป



 

 

 

บทที่ 2 เอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง


บทที่2
เอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง


                   การสำรวจความต้องการศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้


                                      1. แผนการเรียน

                                      2. สถาบันการศึกษา

                                     
แผนการเรียน

                         สายสามัญ  มีแผนการเรียนดังต่อไปนี้
                  1.แผนการเรียน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์

        มุ่งเน้นในกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษา นักเรียนที่เลือกเรียนแผนการเรียนนี้ควรมีความสามารถพื้นฐานในด้านการคิดคำนวณ มีระเบียบวิธีในการคิดคำนวณ สามารถอธิบายให้เหตุผล วิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ เข้าใจภาษา ตีความ สื่อความหมายได้ดีตลอดจนมีความสามารถในการจินตนาการการมองเห็นทิศทางการเคลื่อนที่ของสิ่งที่เป็นนามธรรม
                 2.แผนการเรียน คณิตศาสตร์ – อังกฤษ

       เน้นในกลุ่มวิชาคณิตศาสตร์และภาษา ดังนั้นนักเรียน ที่จะเลือกแผนการเรียนนี้ ควรมีความสามารถพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ ด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ด้านจินตนาการพื้นที่ ระยะทาง ขนาด ทรวดทรง และด้านการจดจำรายละเอียดเป็นหลัก
                 3.แผนการเรียนศิลป์-ภาษา

        มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนในกลุ่มวิชาสังคมศึกษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่สอง ดังนั้น ผู้เรียนที่จะเลือกเรียนแผนการเรียนนี้ควรความสามารถพื้นฐานทางด้านการใช้และความเข้าใจภาษา การจดจำรายละเอียดต่าง ๆ และมีเหตุผลในการคิดวิเคราะห์
                 4.แผนการเรียนไทย-สังคม

       มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนในกลุ่มวิชาสังคมศึกษา ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนั้น ผู้เรียนที่เรียนแผนการเรียนนี้จึงจำเป็นต้องมีความสามารถพื้นฐานในด้านการใช้และความเข้าใจทางภาษา การจดจำสิ่งต่างๆและมีเหตุผลในการคิดวิเคราะห์


 
สายอาชีพ มีแผนการการเรียนดังนี้
1. สาขาบัญชี
การบัญชี หมายถึง กระบวนการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของบริษัท ซึ่งมีความสำคัญต่อบริษัทในการเก็บข้อมูลรายรับและรายจ่าย เพื่อนำไปสู่การประเมินผลกำไรและความสำเร็จขององค์กร
ทุกวันนี้บริษัทส่วนใหญ่มีแผนกบัญชีของตัวเอง ซึ่งมีแนวโน้มจะจ้างนักศึกษาจบใหม่เพิ่มมากขึ้น ขอบเขตงานของแผนกบัญชีไม่ใช่แค่การบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายของบริษัท แต่ยังครอบคลุมไปถึงการดูแลเรื่องธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เช่น การชำระภาษี และวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินเพื่อคาดการณ์การเติบโตของธุรกิจในอนาคต
 ผู้ที่ต้องการศึกษาด้านบัญชีควรสนใจเรื่องกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ เพราะส่วนหนึ่งของหลักสูตรจะสอนเรื่องข้อกำหนดของกฎหมายเกี่ยวกับภาษี นโยบายทางการเงิน รวมถึงความรู้เรื่องธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบต่างๆ การเรียนบัญชีมีเนื้อหาที่ต้องศึกษาเยอะพอสมควร ดังนั้นผู้เรียนจึงต้องหัวไวเรียนรู้เร็ว พร้อมจะรับมือกับงานหนัก และมีเวลาสำหรับการศึกษาตำราเพิ่มเติมนอกชั่วโมงเรียน
2. สาขาการตลาด
การตลาด คือ การทำโปรโมชั่นให้แก่สินค้าและบริการ เพื่อหวังผลในการดึงดูดใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้หันมาสนใจสินค้า และนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้นของสินค้าและบริการนั้นๆ ทุกวันนี้พัฒนาการของเทคโนโลยี ทำให้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค, ทวิตเตอร์, อินสตราแกรม หรือยูทูป ถูกใช้เป็นเครื่องมือการตลาดที่ได้รับความนิยม และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โลกของการตลาดในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ พฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด และพวกเขาเริ่มเชื่อใจนักการตลาดน้อยลง จึงนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของนักการตลาดยุคใหม่ ที่จะต้องแสวงหาไอเดียใหม่ๆ ในการทำแคมเปญเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการเรียนด้านการตลาด ควรเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับทักษะการคิดอย่างมีตรรกะ ต้องสามารถทำความเข้าใจเรื่องสถิติทางการตลาดได้โดยไม่งงกับตัวเลข และเชี่ยวชาญในการคิดวิเคราะห์ งานของคุณคือการสร้างแคมเปญการตลาดที่แตกต่างจากคู่แข่ง และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างตรงใจพวกเขา
ผู้เรียนจะต้องกระตือรือร้นในการติดตามข้อมูลทางการตลาดอยู่เสมอ และต้องแบ่งเวลานอกห้องเรียนเพื่อทำวิจัยในหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตลาด คนที่สนใจเรียนคอร์สนี้ ควรเป็นคนที่จัดการกับเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมทำงานหนักตามที่ได้รับมอบหมาย
3. การท่องเที่ยว-การโรงแรม
การเรียนการโรงแรมและการท่องเที่ยว จะต้องเรียนทั้งภาคทฤษฎีและ ปฏิบัติ ในทุกๆส่วนทุกๆแผนก ภายในโรงแรม ได้แก่ แผนกบริการส่วนหน้า (Front Office), แผนกครัว (Kitchen Operations), แผนกอาหาร และ เครื่องดื่ม (Food & Beverage) ,  แผนกจัดเลี้ยง (The Catering Department), แผนกแม่บ้าน  (Housekeeping) จนไปถึงแผนกช่างซ่อมบำรุง โดยคณาจารย์จะมุ่งเน้นการสอนให้นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งถึงการทำงานในแผนการเรียนนั้นๆ และ ระหว่างแผนก ว่ามีความสัมพันธ์ กันอย่างไร เมื่อเรียนจบในภาคทฤษฎีแล้ว ก็จะมีการเรียนและทดสอบผู้เรียนในภาคปฏิบัติด้วย
4. สาขาช่างกล (ช่างไฟฟ้า,ช่างยนต์ ฯลฯ)
ช่างยนต์ คือ สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมบำรุงรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์ต่าง ๆ ที่นิยมใช้ในการเกษตร และอื่น ๆ สาขาช่างยนต์มีการจัดการเรียนการสอนเน้นการฝึกทักษะ ประสบการณ์ และการทดลองสิ่งใหม่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาขาช่างยนต์ เช่น ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องยนต์ต่าง ๆ การใช้อุปกรณ์ในงานช่าง วัสดุเชื้อเพลิง การถอดประกอบเครื่องยนต์ การคำนวณต่าง ๆ ที่จำเป็นต่องานช่าง วิชากลศาสตร์ วิชาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นต้น การเรียนสาขาช่างยนต์เป็นสาขาวิชาที่เน้นการฝึกปฏิบัติกับทฤษฎีควบคู่กัน และมีการปรับเปลี่ยนเทคนิคการสอนและฝึกปฏิบัติตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์
          สาขาช่างไฟฟ้า คือ สาขาที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า เช่น การเดินสายไฟฟ้าภายในบ้าน ภายในอากาศ การติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ การตรวจเช็คระบบไฟฟ้า การวงระบบวงจรไฟฟ้า แก้ไขปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับไฟฟ้า เป็นต้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสาขาช่างไฟฟ้า ให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้พื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า การติดตั้ง การเดินสายไฟฟ้า การต่อวงจรไฟฟ้าในลักษณะต่าง ๆ การตรวจเช็คระบบไฟฟ้า การตรวจซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น  สาขาวิชาช่างไฟฟ้า ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติควบคู่กัน
        สาขาช่างกลโรงงาน คือ สาขาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องกลภายในโรงงาน หรือเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ อย่างเช่น เครื่องกลึง เครื่องไส เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ต่าง ๆ เป็นต้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสาขาช่างกล ให้ความสำคัญการฝึกปฏิบัติควบคู่กับทฤษฎี โดยเน้นการให้ความรู้และทักษะต่าง ๆ เช่น ความรู้พื้นฐานเรื่องโรงสร้างเครื่องยนต์กลไก ความรู้เรื่องระบบการทำงาน และการดูแลรักษา การซ่อมบำรุงต่าง ๆ เป็นต้น

                                                      ที่มา : https://www.google.co.th/search?